JuNda's profile*-*-*...x*x...z@zpinksli...PhotosBlogListsMore Tools Help

*-*-*...x*x...z@zpinkslipkz@z...x*x....*-*-*

JUNE+*+@+*+JUNG

JuNda

No list items have been added yet.
Photo 1 of 78
September 12

เสี่ยวว่ะ

คำบอกรัก ทางอ้อม แบบคนเมา เรียกพ่อ

เค้าว่ากันว่า หัวเราะวันละนิด จิตแจ่มใส อันนี้เรื่องจริง คารมณ์เป็นต่อรูปหล่อเป็นรอง อันนี้ก็เรื่องจริงลองนึกดู ถ้าคุณหล่อมาก แต่วันๆคุณทำหน้าเป็นตูด ซีเรียสทั้งวัน สาวที่ไหนจะมาชอบ ดังนั้นถ้าคุณมีมุขเด็ดๆ อย่าเก็บไว้คนเดียวแบ่งให้สาวๆได้ขำบ้าง ไม่ต้องกลัว...ยิ่งลาวสวาๆยิ่งชอบ 55555

1.ช่วงนี้เรากำลังเบลอๆนะ...........เบลอว่ารักแถบ—แบบว่ารักเทอไง...

2.พระเยซูรักทุกคน................แต่ฉันไม่ใช่พระเยซู..จึงรักเธอได้คนเดียว
 
3.พบเธอทีไรก็เจอทุกทีเลย..............เจอละไม--ใจละเมอ

4.คุณไม่ต้องแปลกใจหรอกนะที่หาชื่อตัวเองในพจนานุกรมไม่เจอ...........เพราะมันอยู่ในใจผม

5.ว่ากันว่าถอดแสคว์รูดน่ะมันถอดยากนะ........แต่ฉันว่าถอดคุณออกจากใจฉันมันยากยิ่งกว่าเสียอีก

6.โอ๊ย อย่ากำแรง...............ยังไงเราก้อยอมเปงลูกไก่ให้เทออยู่แล้วน่า

7.พรมแดนที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือพรมแดนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
  ก็ไม่มีพรมแดนไหน มาคั่นหัวใจเราสองให้ห่างไกลกันได้หรอก

8.ยังตัดสินใจไม่ได้ใช่ไหม เอางี้ โยนหัวก้อยกัน ถ้าออกหัว เธอมาเป็นแฟนฉัน ถ้าออกก้อย ฉันจะยอมเป็นแฟนเธอ

9.อยากเอาชีวิตฉันเหรอ.......ยิงเลยสิ....ยิงมาที่กลางหัวใจเลย...แต่เธอจะเจ็บหน่อยนะ
  เพราะในนั้นหนะ...............มีเธออยู่

10.ขอยืมลายมือสวยๆหน่อยได้ไหม....จะเอาจดทะเบียนสมรส

11.ขอโทษนะแขนเป็นอะไรอ่ะ ..... แขนเป็นฟอ .... ขอเป็นแฟนไง...

12.ใช่สิ ฉันมันคนไร้หัวใจ ก็เธอเอาหัวใจฉันไปหมดแล้วนี่

13.ถ้าฉันมีปืน 2 อัน ฉันจะแบ่งให้เธอหนึ่งอัน.............เราจะได้มี GUN และ GUN ไง

15. ถ้าเธอเป็นโคลน ฉันจะเป็นควาย..............จะได้จมปลักรักเธอตลอดไป...

16.เดินดีๆ นะน้อง.......ระวังจะสะดุดรักพี่ละ

17.ฉัน : นี่ๆรู้ไหม เวลาเห็นหน้าคุณทีไร มักจะเป็นโรคชักทุกทีเลยอะ
    เธอ : ?? โรคชักไรเหรอ
    ฉัน : โรคชักจะใจอ่อน

18. ฉันน่ะไม่ติงต๊องหรอก แต่ ThinkinG OF YoU

19. ฉัน : เมื่อวานนะเสียเวลาตั้งนาน
     เธอ : ทำไมเหรอ
      ฉัน : หลงทางในหัวใจเธอไง

20. ขอปรึกษาปัญหาหากฎหมายหน่อยได้ไหม........
      ข้อหาลักลอบแอบชอบผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ผิดกฎหมายมาตราไหนครับ

21.อยากเป็นกาแฟกระป๋อง...............จะได้เป็นหนี่งในใจคุณ

22.ถึงแม้อับบลาฮัมลินคอล์นจะเลิกทาสไปแล้ว........แต่ทำไมหัวใจฉันยังตกเป็นทาสของเธออยู่เลย

23.เค้าว่ากันว่าเลขโทรศัพท์ของคนเราดูดวงได้ เธอเชื่อไม่ล่ะ ลองเอาเบอร์เธอมาซิ เดี๋ยวเราจะดูให้

24.ผมจะต้องไปรับลอตเตอรี่มาขายล่ะครับ............เพราะความรักของคุณ..มันทำให้ผมตาบอดซะแล้ว

25.ฉันเป็นโรคไตระยะสุดท้าย...........ไตหาหัวจาม--ตามหาหัวใจ


 

พจนานุกรมลูกผู้ชาย 2

        
พจนานุกรมลูกผู้ชาย 2
 
 

จากคราวที่แล้วมา พจนานุกรมลูกผู้ชายภาคแรก ยังไม่หมดนะคร๊าบบ..สำหรับศัพท์วันรุ่นสมัยนี้ เรายังมีมาให้อ่านกันอีก มันเยอะจริงๆ...ขอบอก ภาคนี้เป็นภาคสอง แต่คงยังไม่หมดง่ายๆ แน่ๆ เพราะอักษรไทยมีตั้งเยอะแยะ

หมวดอักษร จ
“จ” เป็นอักษรกลาง

แจ่ม...เป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง ความกระจ่าง ไม่มัวหมอง ปลอดโปร่งไม่ขุ่นมัว คำนี้มักใช้กับสาวๆที่สวยสะเด็ดโดดเด่นเข้าเบ้าตาหนุ่มๆ อย่างพวกเรา
 ตัวอย่าง... “แม่เจ้าโว๊ย ดูสาวชุดดำคนนั้นดิ..แจ่มโครต”

โจทย์...เป็นคำนามในที่นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวิชาคณิตศาสตร์เลย แต่หมายถึง บุคคลหรือกลุ่มคนเคยมีปัญหาหรือไม่ชอบหน้ากันมาก่อน เจอกันจังๆ ไม่ได้เดี๋ยวมีเฮ

จัดให้...เป็นคำกริยาหมายถึงลักษณะของการจัดเตรียม วางแผน หรือเตรียมไว้อยางดี ด้วยความเต็มใจ เวลาพูดพึงลากเสียงท้ายยาวๆ เพื่อความถูกต้อง
 ตัวอย่าง... “ได้ข่าวว่าเพื่อนอยากเมา เดี๋ยวจัดให้....”

ใจ...หมายถึง ความถึงไหนถึงกัน เฮไหนเฮนั้น ไม่เกี่ยง มักใช้คำนี้วัดความเป็นลูกผู้ขายว่ามีมากมีน้อยแค่ไหน
 ตัวอย่าง... “คืนนี้กินกันยันเช้า..ใจหรือเปล่า ถ้าไม่ใจกลับบ้านไปนอนก่อนได้เลย”

หมวดอักษร ฉ
“ฉ” เป็นอักษรสูง

เฉย...จู่ๆก็เกิดขึ้นมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ซะงั้น
 ตัวอย่าง... “ดูมันทำเข้า..นั่งหลีน้องเขาอยู่ตั้งนาน พอไอ้นั่นมาถึง พาขึ้นรถไปเฉยเลย
        หมาคาบไปแดกอีกแล้ว”

ฉาก...เป็นคำกริยา หมายถึงอาการหลบหลีก หลีกเลี่ยง ไม่พร้อมจะเจอ อยู่ให้ห่างๆดีกว่า
 ตัวอย่าง... “เจ้าหนี้เดินมาโน่นแล้ว ทำไงดีไม่มีเงินให้ค่าดอกด้วย อยู่ไม่ได้แล้ว ฉากก่อน         ดีกว่าเรา”

หมวดอักษร ช
“ช” เป็นอักษรต่ำ

เชิด เป็นคำกริยา ให้หมายความถึง การขาดความรับผิดชอบในเรื่องของการยืมแล้วไม่รู้จักนำมาคืน
 ตัวอย่าง... “สงสัยเงินที่ไอ้บอยยื้มไปมีหวังสูญแน่ ดูถ้ามันเชิดชัวร์ๆ”

ชิ่ง...พยายามหลบหน้า ไม่ต้องการเจอด้วยเหตุผลบางประการ
 ตัวอย่าง... “อย่างงี้ไม่ไหวว่ะ เวลากินก็กินกันหลายคน แต่พอเวลาเช็คบิลแม่งชิ่งหายกัน         ไปหมด..เซ็ง”

ชิวๆ...ลักษณะอาการสบายๆ ไม่กังวลปล่อยอารมณ์ไปกับบรรยากาศรอบตัวเรื่อยๆมีรากมาจากแนวดนตรี Chill Out
 ตัวอย่าง... “คืนนี้วันศุกร์แห่งชาติไปหาร้านบรรยากาศดีๆ นั่งจิบไวน์แบบซิวๆดีกว่า”

หมวดอักษร ซ
“ซ” เป็นอักษรต่ำ

ซิ่ง...เป็นคำกริยา ในที่นี้หมายถึง การออกไปเที่ยวหาความสุขสำราญในการ ดื่มกิน เที่ยวเตร่
เหล่หญิง ในยามค่ำคืน

ซ่ำ...เป็นคำกริยา ในที่นี้หมายถึงการเข้าไปจัดการกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เรียบร้อยดั่งใจต้องการ
 ตัวอย่าง... “เมื่อคืนไปซิ่งมา หิ้วหญิงมาได้คนหนึ่ง ก็เลยจัดการซ่ำซะเรียบร้อย”

เซียน...เป็นคำนาม หมายถึง ผู้สำเร็จ ผู้เก่งกาจ มีความชำนาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างชัดเจน
 ตัวอย่าง... “ยังไงก็เล่นวินนิ่ง สู้เฮียดอมเขาไม่ได้ว่ะ เฮียเขาชั้นเซียนจริงๆ”

ซุ่ม...เป็นคำกริยา ในที่นี้หมายถึงลักษณะของการ แอบซ่อน คอยที หมกเม็ด ไว้เพียงคนเดียว
 ตัวอย่าง... “ไม่เอาน่ามึง อย่าทำมาเป็นซุ่มมีวีซีดีน้องแอนนาแล้วก็ไม่บอก..จัดมาเลยแล้วไรท์ให้ด่วน”

หมวดอักษร ด
“ด” เป็นอักษรกลาง

ดีด...อาการกระชุ่มกระชวย มีชีวิตชีวา เกินหน้าเกินตา เกินความจำเป็น จนเริ่มน่าหมั่นไส้

เด็กๆ...อ่อนหัด ยังไร้ประสบการณ์ ยังไม่ประสีประสา หรือจะหมายความถึงเรื่องง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก

โดน...เป็นคำกริยาหมายความถึงความประทับใจถูกอกถูกใจอย่างแรง

ดาบ...ไม่เกี่ยวข้องกับอาวุธมีคม แต่หมายถึงการเจตนาไม่จ่ายเงิน นิยมใช้ควบคู่กับคำว่าชัก
เป็น “ชักดาบ” สันนิษฐานว่ามีรากศัพท์มาจากจอมยุทธสมัยก่อน ที่ดื่มเหล้านารีแดงแล้วไม่มีเงินจ่าย เลยชักดาบขู่เอา

ดุ้ง...เป็นคำวิเศษณ์ ในที่นี้หมายถึงลักษณะของอาการเสียศูนย์ บิดเบี้ยว ผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่ควรจะเป็นนิยมนำไปใช้เข้าประโยคกับการพูดถึงล้อของรถยนต์

เดี้ยง...ลักษณะอาการ บาดเจ็บ ไม่สมบูรณ์ ไม่เต็มร้อย เสียสภาพ บางทีก็เสียสติด้วย  
ตัวอย่าง... “สงสัยแมทช์นี้ สตีวี่ จี มิดฟิลด์ ตัวเก่งของลิเวอร์พูลคงไม่ได้ลง เพราะเพิ่งเดี้ยงไปเมื่อแมทช์กลางสัปดาห์”

เรื่องที่ทำให้รู้สึกดี

เรื่องของคน 2 คน.....ที่แตกต่างกันเกือบทุกด้าน      ยกเว้นความรู้สึกที่มีให้กัน
   เขาชอบสีดำ...เธอชอบสีขาว   เขาชอบเพลงใต้ดิน...เธอชอบฟังเพลงสบายๆ
   เขาตัวสูง...เธอไม่สูง   เขาเรียนไม่เก่ง...เธอท็อปเกือบทุกวิชา
   เขาเก่งกีฬา...เธอไม่เคยวิ่งทันใคร   เขาชอบเครื่องยนต์...เธอเกลียดความเร็ว
   เขาชอบฝน...เธอเกลียดเสียงฟ้าร้อง   เขาเป็นคนเงียบๆไม่เรื่องมาก
   เธอร่าเริงและจำเป็นต้องมีคนอยู่รอบด้าน   เขาเก็บความรู้สึกและระบายลงสมุดบันทึก
   เธออ่อนไหว ขี้เหงา และช่างรู้สึก   เขาน้ำตาซึมเพราะไม่เห็นค่าของตัวเอง
   เธอร้องไห้ให้กับความเดียวดายที่เกาะกุมหัวใจ  เขาชอบเก็บตัวอยู่คนเดียวในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ
   เธอชอบมิตรภาพที่ใครๆมอบให้   แต่กระนั้น....ผู้คนมากมายที่รายล้อมก็ไม่ได้ทำให้เธอหายว้าเหว่
   ทุกครั้งที่เขาเหงา...เธอจะนั่งอยู่ข้างๆโดยไม่เรียกร้องความสนใจ
   ทุกครั้งที่เธอร้องไห้...เขาไม่มีคำปลอบโยน   เพียงแค่กุมมือเธอไว้
   ทุกครั้งที่เขาเห็นเงาตัวเองในกระจก  เขาจะเห็นเพียงผู้ชาย...ที่ไร้ความสามารถ
   และไม่มีความสำคัญกับใคร  แต่เธอกลับมองเห็นผู้ชายคนหนึ่ง...ที่สามารถปกป้องเธอได้
   และมีค่ามากมายสำหรับเธอ  ทุกครั้งที่ฝนตก...เธอจะนั่งหลบอยู่มุมหนึ่งของห้อง
   ฝนพัดพาความเหงามาให้  เสียงฟ้าร้องเรียกความกลัวมาใกล้
   แต่ทุกครั้งที่ฝนตก เขาจะโทรศัพท์หาเธอ  และจะอยู่ตรงนั้นจนกระทั่งฝนหยุดตก
   แม้จะไม่มีคำพูดอะไรเลยสักคำ
   เขาและเธอ...อยู่ด้วยกัน...ในความเงียบ.....แต่ไม่เคยรู้สึกอึดอัด
   เขาและเธอ...อยู่ด้วยกัน...ในความเงียบ.....แต่เหมือนได้พูกคุยกันตลอดเวลา
   เขาและเธอ...เหงาด้วยกัน...แต่กลับรู้สึกอุ่นในใจ
   เขาและเธอ...เหงาด้วยกัน...แต่กลับว่าตัวเองมีค่าขึ้น

 
August 16

อะไรที่ฉันอยากเป็น

    
       คุณเคยส่งสัยมั้ยว่าชีวิตของคุณเกิดมาเพื่อใคร  อะไร  สิ่งไหน    
  
               และสิ่งไหนคือคุณ  ตัวตนคุณจริงๆ      อะไรที่คุณควรจะได้มัน   อะไรที่คุณไม่ควรจะได้มัน
   
      คุณเคยคิดเรื่องวินาทีต่อไปของชีวิตคุณรึเปล่า  ว่าชีวิตคุฯมันจะเหลือกี่วินาที
 
              และกี่วินาทีไปแล้วที่คุณใช้ไป     คุณใช้มันทำอะไบ้ง
 
      ตอนนี้ชั้นเป็นมนุษย์ที่เริ่มสับสนกับคำถามเล่านี้ในสมอง
 
              ที่มันตั้งคำถามกับตัวชั้นเองทุกวัน     และชั้นก็ให้คำตอบกับตัวเองไม่ได้ว่า
 
     ชีวิตชั้นต้องการอะไรที่สุด   จุดมุ่หมายในชีวิตอยากได้อะไรบ้าง    ความเพ้อฝันในวัยเด็กของชั้นที่อยากจะเป็น นู้ฯเป็นนี่
 
              มันยังอยู่กับชั้นรึเปล่า    มันเริ่มเป็นเมื่อตอนที่ประผลสอบออกมาว่าชั้น  ไม่ผ่านการเข้าขัดเลือกที่มหาลัยใดเลย  ใน 4  มหาวิทยาลัยที่ชั้นเลือก
 
    จากนั้นคำถามจากคนรอบข้างตัวชั้นก้อเริ่มเป็นคำถามเดิมๆๆ  ซ้ำไปซ้ำมา  ว่าชั้นจะทำอย่างไร
 
               ชั้นเคยพูดเล่นๆเอาไว้ว่าถ้าไม่ติดชั้นจะยองเรียน ในสิ่งที่ตัดปํญหาการหางานอยาก  เรียนอะไรก็ได้ที่หางานง่ายๆ
 
     เรียนอะไรก็ได้ที่พี่ชายบอกว่ามันดี   เรียนอะไรก็ได้ที่แม่ไม่เปลืองเงิน   เรียนอะไรก็ได้ที่ไหนก็ได้ชั้นไม่แคร์สายตาคนรอบข้าง
 
              และชั้นก็ต้องทำอย่างที่ตัวเองได้วางแผนไว้คืออะไรก็ได้   555555
 
      และคนที่ทำอะไรไม่สำเร็จที่ดีแต่พูดอย่างชั้นก็ได้สำนึกตัวเมื่องเลือกเรียนมหาวิทยาลัยใกล้บ้าน   คณะที่ทุกคนรู้จักดี   การบัญชี
 
 
            เรื่องชั้นคิดว่าไม่มีปัญหา  จากการได้เข้าเรียนผลการสอบกลางภาคที่ผ่านมา   ชั้นก็ได้คะแนน สูงสุดแทบจะทุกวิชา  ไม่มีตกเลย
 
     คะแนนสอบพวกนี้ทำให้ชั้นมีกำลังใจ   มันทำให้ชั้นเลิกคิดว่าตัวเองโง่    มันทำให้ชั้นรู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย   จากความผิดพลาดของตัวเองเมื่อเอ็นไม่ติด
 
            ตั้งแต่ชั้นเกิดมาชั้นไม่เคยมีเรื่องโชคดี   ถูกรางวัลดีๆ ซักครั้งเลยในชีวิต   เป็นคนดวงไม่ขึ้น  
 
      ส่วนมากตดแต่พูด  พูดและก็พูด   พูดไป100  คำ  แล้วทำจริงแค่ 20  คำ   อีก80  คำเป็นแค่คาร์บอนไดออกไซด์ที่ออกมาจากปากเท่านั้นมันไม่มีความหมาย
 
           พออายุ  15  ก็มานั้งคิดว่าตัวเองทำไมต้องเดินตามคนอื่น   ทำไมต้องนั่งรอเพื่อนจะได้ไปกินข้าวด้วยกัน
 
     ทำไมคนอื่นชอบทำให้ชั้นหงุดหงิด   ทำไมชั้นทำให้คนอื่นหงุดหงิดไม่ได้    ทำไมต้องมีเพื่อนเป็นเพศเดียวกัน   มีเพื่อนต่างเพศมันผิดตรงไหน
 
        การที่เราไม่คิดว่าเจอเพื่อนที่เป็นเพศเดียวกันดีเลยซักคนทำไมถึงผิด    ชั้นก้อแค่อยากมีเพื่อนที่ชั้นไม่ต้องตามใจ  ไม่วุ่นวายกับชั้น
 
     อยู่ด้วยต้วเองได้  ไม่เห็นต้องแคร์       จากนั้น   ชั้นก็เรื่องไม่ขึ้นกับใคร   ปกครองตัวเอง    มีกฎเป็นของตัวเอง
 
            จบ ม.ต้นด้วยการไม่มีศัตรูและเพื่อนที่สนิห    ไม่ไว้ใจใคร   แต่ก็เก็บทุกอย่างไว้ในใจไม่เปิดให้ใครรู้   เพื่อนมีนะแต่ไม่สนิท
 
      ชั้นเกลียดทุกครั้งที่แบบสอบถามถามว่าเพื่อนสนิทคือใคร    ที่เกลียดคงเพราะตัวชั้นเองไม่มี
 
            พอกลับไปย้อยดูตังเองตอนนั้น   มันช่างงี่เง่าซะเหลือเกิน    แต่ทุอย่างเริ่มดีขึ้นตอนม.ปลาย
 
     มีเพื่อนเก่า  เก่าแก่ที่อยู่ห้องเดียวกันตั้งแต่  ป.5  ป.6  ม.1-3  และ ม.4  ตัวชั้นเริ่มคิดได้  เริ่มเอาใจเขามาใส่ใจเรา
 
          เริ่มทุบกำแพงไร้สาระทิ้งไป   เริ่มเรียนรู้คำว่าเพื่อน  อาจไม่ใชเพื่อนสนิท  แต่ชั้นก็เริ่ม.......
 
    รู้สึกเป็นที่ต้องการบ้าง  เพื่อนคนนี้สอนหลายอย่าง  โดยที่เธอไม่รู้ตัวว่าถ้าไม่มีเธอชั้นคงเป็นคนที่ไม่ดีไม่น่าไว้ใจ และไม่ไว้ใจใครเอามากๆ
 
         ชั้นก็ไม่ได้ดีกับเค้าเสมอไป  และเค้าเองก็ไม่ได้ถูกใจเสมอไป   แต่มันก็ถูกตอง เธอทำให้ชั้นรู้ว่า  ไม่มีใครดีพอสำหลับเรา  และเราตัวก็ไม่ได้ดีพอสำหรับใคร 
 
    ต่างคนต้องรู้จักปรับตัว  ต้องรู้จักคล้อยตาม  ต้องรู้จักยิ้มถึงแม่ไม่อยากยิ้ม  และปฏิเสธคนให้เป็น    ถึงตอนนี้ชั้นก้อไม่ได้
 
ทำได้อย่างดีพอที่จะเป็นเพื่อนที่น่ารักของใครต่อใคร
 
        จากนั้นจากมีกันแค่ 2  คนในห้องความเป็นตัวและตัวชั้นก็ขยายอนาเขตของตัวเองมีเพื่อนใหม่ในห้อง  มีงานเป็นกลุ่ม  
 
มีเพื่อนต่างกุ่ม   จริงๆๆ  ตอน ม. ต้นชั้นก้อเป็นเพื่อน
 
ของทุกคน  ทุกคนก้อไม่ได้เกลียดชั้น และชั้นก้อไม่ได้เกลียดเค้าแต่  ทุกกุล่มในห้องมันเหมือนกับว่าไม่เหมาะกับชั้น   ตัวชั้น
 
เองที่ไม่เหมาะกับพวกเค้า
 
        ม.ปลายทำให้ชั้นได้เริ่มใหม่กับคนใหม่ๆ  และม.4  จากที่ชั้นเหมือนจะมีแค่เธอเป็นเพื่อนและที่เธอก็เหมือนจะมีแค่ชั้น
 
เป็นเพื่อนก็เริ่มจะไม่ใช่
 
เธอเริ่มเจอเพื่อนที่เหมาะกับเธอจริงๆ ซึ่งชั้นไม่ได้คิดมากและก็คิดว่ามันน่าจะต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว  ชั้นเริ่มรู้สึกได้และปล่อยให้มัน
 
เป็นไปตามธรรมชาติ
 
       ตัวชั้นเองก็ไม่ต่างเริ่มมองเห็นเพื่อนที่น่าจะเข้ากันได้  ม.5  ชั้นเริ่มมีเพื่อน 2 กลุ่ม   และก็ไม่ได้มีปัญหาใดๆ 
 
  และก็เริ่มชัดเจนขึ้นตอน ม.6  ชั้นก็เริ่มไปอยู่กับเพื่อนกลุ่มใหม่มากกว่า   คงเป็นเพราะตอนเย็นเราอยู่ด้วยกันที่ห้องสมุดและ
 
ห้องอินเตอร์เน็ต
 
       ส่วนเธอชั้นคิดว่ากลุ่มใหม่เหมาะกับเธอมากเลย   เพื่อนใหม่ของเธอเป็นคนน่ารักและคล้อยตามเธอมากกว่าชั้น  นั้นเป็นสิ่งที่ดี
 
  และเราแยกตัวออกจากกันอย่างไม่มีข้อกังขา  ไม่มีเรื่องเคืองกัน   ต้องขอบคุณธอมากๆๆ  ถ้าตอนม.4 ไม่ได้เธอมาเป็นเพื่อน
 
ชั้น ชั้นคงไม่รู้ว่าการมีเพื่อนมันดีขนาดไหน
 
 
          จากเรื่องเพื่อนมาถึงเรื่องความฝันบ้าง
 
     ชั้นเป็นคนชอบศิลปะ ทุกแขนง  ไม่ว่าจะเป็น  จิตกรรม  ดนตร๊   การแสดงชั้นชอบ
 
     ทุกคนล้วนคิดว่าชั้นเหมาะกับงานสร้างสรรค์   และตัวชั้นก็คิดเช่นนั้น  ชั้นชอบศิลปะ  ตั้งแต่ อนุบาลได้
 
     พอโตขึ้นชั้นจึงได้รู้ว่า ศิลปะ มันทำให้ชั้นมีสมาธิและมีเพื่อน    สิ่งที่ชั้นชอบมันทำให้เข้ากับเพื่อนได้  มีเรื่องเอาไว้พูดกับ
 
เพื่อนได้  อย่างเช่นเรื่องเพลง 
 
   หนัง ละครหลังข่าว  ศิลปะชั้นคิดว่าตัวเองมีพรสวรรค์แต่ไม่มาก และสิ่งที่รู้ต่อมาพรสวรรค์ชั้นมีไม่พอ  มันต้องมีพนแสวงซึ้ง
 
ชั้นขาดและมารู้ตัวช้าก่อนการชอบ
 
     ตั้งแต่ม.ต้นชั้นบอกกับตัวเองว่าชอบวาดรูป  แต่ก็วาดไม่สวยมากมาย   ชั้นดูละครเรื่องหนึ่งที่  อั้มแสดงเป็น  มัณฑนากร
 
     มัณฑนากรคือ นักออกแบบตกแต่งภายใน(บ้านหรือบริษัท) ตอนนั้นแค่ทำให้รู้ว่ามัณฑนากรคืออะไร   
 
     ชั้นชอบเข้าไปเล่นในห้องสมุดช่วยงานห้องสมุด   ห้องสมุดทำให้ชั้นได้รู้จักกับนิตยสารที่ชื่อว่า บ้านและสวน
 
    เป็นหนังสือเกี่ยวกับการแต่งบ้านและตกแต่งสวน   ตอนที่เปิดหนังสือเล่นนั้นเป็นครั้งแรกมันทำให้รู้จัก มัณฑนากรได้ดีขึ้นและ
 
เกิดรักชอบงานแบบบนี้ข้นมา
 
     โดยชั้นเองรู้ตัวเลยทันที ตอนม.ต้นมันเป็นความฝันที่สวยงาน  แต่ไม่จริงจังมาก   จนกระทั้งชั้นหัดวาดรูปบ้านตามหนังสือ 
 
     การที่ชั้นวาดได้มันเป็นพลอยได้จากการที่ชั้นเลือกเรียนวิชาเลือกเสรี  คือวิชาเขียนแบบวิชานี้ชั้นก็รู้สึกใช้เลยเหมือนกัน
 
     พอวาดเสร็จก็ไม่ค่อยคิดเข้าข้างตัวเองเท่าไหร่เลยว่า มันสวย  สวยจริงนะ 5555   นั้นแหละมันทำให้ชั้นเริ่มวาดอีกหลาย
 
รูป  พอดีที่มันเป็นช่วงปิดเทอมใหญ่ ม.3  ขึ้น ม.4
 
     ทุกอย่างเริ่มลงตัวตอนม.4 ชั้นมีทั้งความฝันและเพื่อน  เป็นช่วงที่สุขที่สุด           แต่สุขก้ออยู่ได้ไม่นาน
 
     พอคิดว่าวาดสวยก้อเริ่มไม่วาดตอนขึ้นม.5  เริ่มมีเพื่อนเยอะ  เริ่มแยกแยะเวลาไม่เป็น  ความฝันยังอยู่ในใจตลอดเวลา 
 
แต่ความพยายามและความตั้งใจจริงก็เริ่มหายเมื่อ
 
      เริ่มรู้ว่ามันสูงเกินตัว  เริ่มท้อใจ  และไม่ทำอะไรต่อทิ้งไว้เป็นแค่ความฝัน    ความฝันก็เริ่มพังทะลายเมื่อไปสอบวาดเส้น 
 
มันทำให้ตังเองรู้ว่าตัวเองช่างงี้เง้า
 
      โง่สิ้นดี   ปิดเทอม ม.5  เพื่อนๆพากันไปเรียนติวแล้วชั้นก็อ่านหนังสือด้วยตัวเองอยู่บ้าน  ทั้งช่วงที่ปิดอ่านได้แค่  วิชาเดียว คือ ภาษาไทย 
 
     พอเปิดเทอม ม. 6  กิจกรรมมากมายแยกแยะและแบ่งเวลาไม่ได้  ไม่สนใจเรื่องเรียน  เรียนเอาไว้ก่อน  อ่านหนังสือ ตอนไหนก้อได้
 
     อยู่กับเพื่อนทำให้สนุกอย่างที่ตัวเองต้องการมาตั้งแต่ ม.ต้น  และความฝันที่อยากเป็น มัณฑนากรก็ไม่มีทางเป็นไปได้เพราะคะแนนที่วาดเส้นมันทุเรศเกินกว่าที่อยากจะพูดถึง
 
    เริ่มหันเข็มไปที่  คอมพิมเตอร์  เอาวะวาดเส้นไม่สวยขอแค่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ก้อยังดี   และก็เลือกอยากจะเรียนคอมที่เกี่ยวกับการออกบบ
 
    อร์อไม่ก็ สถาปนิก  แต่มันก็พังลงเมื่อชั้นเลือกคณะที่ มันสูงไปรึเปล่า?  ชั้นว่าไม่นะ  
 
    อันดับ 1 ชั้นเลือกคณะเทคโนโลยีเพื่อการออกแบบของ ม.ศิลปากร   แต่ชั้นไม่มีคะแนนสอบ a-net ภาษาอังกฤษ  คณะนี้รู้อยู่แล้วว่าไม่ติด
 
            2  ชั้นเลือกคณะนิติศาสตร์สารสนเทศ  ม.นเรศวร   คะแนนชั้นเกินคะแนนขั้นตำมา 100  ก็คิดว่าอาจจะฟลุ๊คบ้างกับชีวิตที่ไม่เคยฟลุ๊ค  และมันก็ไม่ฟลุ๊ค
       
            3  คณะมนุษสังคม  สารสนเทศ   ม.บรูพา    คะแนน ชั้นเกินกว่าคะแนนต่ำสุด  อยู่ 300   น่าติดอยู่หรอกคงไม่ซวยไปกว่านี้แล้ว  และมันก็ซวยจริงๆซะด้วย
           
            4  คณะรัฐศาสตร์  ม. ขอนแก่น   คะแนนชั้นเกินมาตั้งเกิบ 500  คะแนนเชียว ติดชัวของตาย  แต่ถึงได้ชั้นก็ไม่เอาชั้นไม่ชอบลงไปงั้นๆ   แล้วไม่รู้ว่า
 
     ใครกันที่ไม่อยากให้ให้เอ็นติด  กลั้นแกล้งชั้น   เพราะคณะที่คิดว่าได้ชัวๆ  มันก็ไม่ติด  5555555555555555555555
 
                  ตอนที่รอผลว่าจะออกมายังไง ก็ทำใจไปแล้ว 80 % ว่ามันอาจไม่ได้นะ บอกตัวเองบอกทุกคนแบบนั้น   และมันก็เกิดขึ้นจริงๆ ว่าไม่ได้
 
                                    ชั้นยังยิ้มออกและไม่คิดมาอะไร และขมักเขม็นกับการหาที่เรียน  พร้อมๆกับการเตรียมตัวไปสอบเข้าเรียนโรงเรียนไปรษณีย์ไทย
 
            ที่ยังยิ้มได้คงว่าเพราะชั้นรู้ข่าวการสอบเข้า  รร.ไปรษณีย์  อยู่ก่อนที่จะมีการให้ลงเลือกคณะซะอีก   ต้องขอบคุณเพื่อนที่ดีคนใหม่ของชั้นคนนั้นที่ไปซื้อหนังที่เรียนสำรอง
 
            แล้วมาอ่านให้ชั้นฟัง   แล้วขณะที่ชั้นตั้งใจหาข้อมูลที่เรียนใหม่อยู่นั้น แม่ซึ้งได้สร้างความรำคาญใจให้ชั้นมากหลายวันก็พลั้งปากพูดกับชั้นออกมาว่า  ชั้นโง่
 
            เท่านั้นแหละความมั้นใจทั้งหมดทั้งมวนของชั้นที่มันมีมากพอที่จะป้องกันตัวเองได้ มันก็ได้หายไปและหายไปแบบที่ไม่มีทางกลับคือมาอีก
 
             ชั้นหมดอารมณืที่จะพูดกับแม่  จากนั้นชั้นก็เริ่มค่อยเพิ่มความมั่นใจของตัวเองแต่มันก็มันหดหายใจพร้อมกับคำถามมากมายจากคนที่รักชั้นและเป็นห่วงชั้น
 
           ว่า   ชั้นได้เรียนที่ไหน  ไม่ติดเหรอแล้วจะไปที่ไหนล่ะ   5555555555555555555555    ชั้นเกลียดมัน    พูดกับตัวเองมันก็เริ่มเป็นแผลลึกๆๆ  อยู่ข้างใน
 
            ชั้นเลือกที่ที่ ได้ตัดสินใจไว้แล้วและเตรียมตัวสอบอีกครั้งในอีก 2  เดือนข้างหน้า        แล้วก็เปิดเทอมกับการเข้าเรียนสถานที่ใหม่แต่ไม่ไกลบ้าน
 
            แล้วคำถามมันก็ตามาอีกครั้งเมื่อเปิดเทอมและเจอคนรู้จัก  ตัวชั้นเริ่มไม่มันใจในการตัดสินใจเรียนที่นี่    บอกตามตรง ใช่  ชั้นอายที่ชั้นเอ็นไม่ติด 
 
           ชั้นอายที่ชั้นเรียนสถาบันไม่มีชื่อเสียงที่โด่งดังที่คนเท่าไปรู้จัก    พอเปิดเรียนเจอเพื่อนไม่ต่างถิ่น และต้องพักหอพักทั้งๆๆที่ บ้านก็อยู่ไม่ไกล
 
           นอนอยู่ร่วมกับคนที่ไม่รู้จักมาก่อน และเป็นต่างถิ่นทั้ง 2 คน  พวกเค้าก็ไม่เลวร้ายอะไร   มันคงไม่มีอะไรดีพร้อมไปหมด
 
           แต่บางที่พวกเค้าก็ชอบทำให้ชั้นหงุดหงิด   โดยที่พวกเค้าไม่รู้เลยว่าตัวชั้นเองบางทีก็แอบว่าร้ายพวกเค้าอยู่ในใจเหมือนกัน   มันก็ยิ่งทำให้ชั้นไม่มั่นใจตัวเองอีก
 
          ว่าทำไมไม่เป้ฯที่รักของเค้าเลย             แต่ไม่เท่าไหร่   มันเริ่มหายไปที่ละนิดเมื่อได้เริ่มเข้าเรียน     การที่ได้เรียน  เรียนและเรียนในห้อง  ปวส. 1/3  บช.
 
          มันสามารถเรียกความมั่นใจให้ชั้นอย่างมาก  มากเลยที่เดียว    จากที่เอ็นไม่ติด  คิดไม่ตกเรื่องตัวเองโง่   
 
          การเรียนในห้องกับคนที่เค้าก็ไม่มีที่ไปเหมือนกันเจอปัญหาเดียวกัน  มันทำให้รู้ว่ามีเพื่อน    มีพวกเดียวกัน   ยิ่งกว่านั้นตัวชั้นยังโชคดีกว่าพวกเค้าในหลายๆเรื่อง
 
          ชั้นกลายเป็นว่าดูเป็นคนเรียนเก่งในสายตาของเพื่อนๆๆทั้งห้อง    เป็นที่ยอมรับ  มันทำให้ชั้นพูดเข้าข้างตัวเองในใจได้ 
 
          มันผลักดันให้ชั้นตั้งใจอ่านหนังสือเพื่อไปสอบเข้าเรียน รร.ไปรษณีย์    พอสอบกลางภาคเสร็จชั้นก้อไปสอบเข้าเรียนไปรษณืย์   ชั้นว่าข้อสอบมันง่ายนะ
 
          ง่ายกว่าข้อสอบเอ็ฯเป็นหลายเท่า    แต่เค้ารับแค่  50  คน  จากผู้หญิงที่ไปสอบ  มากกว่า 5000 คน    ชั้นอาจจะทำคะแนนได้ดี  ได้มากกว่าครึ้งก้อได้
 
          ชั้นอาจจะสอบได้ที่  2500   ดีกว่านั้น  1000  หรือดีมากคือ  500    แต่เค้าเอาที่ 1-  50     555555555555555555   เป็นไปไมได้และชั้นก็ยอมรับได้
 
          แต่ตอนผลสอบยังไม่ออก ชั้นก้อยังมีสิทธิ์ที่จะคาดหวังได้นี่นา 
 
                           พอไปสอบกลับมา  ประกาศผลสอบกลาง  ภาค   ไป 4  วิชาจาก 9  วิชา  
 
          ชั้นท็อปสาย 2  วิชา  ท๊อปห้อง 1 วิชา  อีกวิชา ก็  รองท็อปห้อง      คะแนนพวกนี้ทำให้หัวใจชั้นพองโตอีกครั้งยิ้มอย่างจริงใจเป็นครั้งแรกกับที่คิดว่าเรียนที่นี่ก็ดีนะ
 
           และแล้วรอยยิ้มก็เริ่มยิ้มไม่ออกเมื่อมีการนัดพบเพื่อน ม.6 ไปรร.เก่า เพื่อนเก่า  รอยยิ้มที่มันรู้สึกภาคภูมิใจเริ่มเป็นยิ้มที่เอาแค่ตัวเองสบายใจ  เพื่อนไม่ต้องมาคิดด้วย
 
          ทุกคนไม่ค่อยอยากจะเชื่อว่าชั้นจะลงเรียนที่นี่   เพื่อนทุกคนที่ชั้นได้กลับมาเจอกันทุกคนเลือกสิ่งที่ตัวเองชอบ  ตัวเองฝัน  ถึงแม่ว่าไม่ได้ดีเลิศเลอ 
 
            ไม่ได้เอ็นติด  อาจจะเรียนสมทบ  แต่ที่ชั้นเห็นและรู้สึกได้คือ  พวกเค้าไม่มีคำถามที่ต้องกลับมาถามตัวเองว่าใช่ตัวเองรึป่าว   ไม่เหมือนกับตัวชั้นที่คิดว่า
 
               ชั้นนี่นะ  5555555555555   ที่พุดคำสวยหรูไปมากมายแต่กลับสับสนกับตัวเองเรียนอะไรก็ไม่รู้  เรียนอะไร   ที่คิดว่ามันดีก็เท่านั้น
 
                  มันมาอีกแล้วแผลที่เกือบจะหายคำถามที่เลิกถามตัวเองมันกลับมาถามตัวเองอีกครั้ง   ตอนนี้ชั้นไม่ได้คิดเสียดายเวลาที่เสียไปเลย
 
            เพราะมันสับสนตั้งแต่แรอยู่แล้วว่าอะไร  คือ  ตัวชั้น    ตัวชั้นเองต้องการอะไร   อยากเป็นอะไร   อันดับแรกที่คิดในตอนนี้วินาทีนี้จูนเธอถามตัวเองสิว่าเธออยากเป็นอะไร
 
        คำถามนี้มันมาก็ตอนที่ทางมหาวิทยาลัยมีการ  อบรบจริยธรรมที่ มหาวิทยาลัย   พระอาจารย์ท่านหนึ่งท่านให้พวกเราทุกคนถามตัวเองว่าจุดมุ่งหมายสูงสุด
 
             ที่คิดว่าตัวเองน่าจะเป็นได้คืออะไร   คำถามนี้จี้แทงเสียบและเฉือนหัวใจชั้นมาก  มากเลยทีเดียว
 
     ท่านเทศนาว่า     "  ถ้าสิ่งใดที่เราเลือกเป็นสิ่งที่เราชอบแล้ว 
                           มันไม่ต้องมีเห็นผลตามมาเลยว่าทำไมถึงเลือกสิ่งๆนั้น
 
                       เหมือนกับการรักใครซักคน  เราเองก็ไม่รู้ว่าทำไมใจเราถึงเลือกเค้า 
            ใจเรารู้เพียงว่าคนที่เราเลือกนั้นคือคนที่เรารัก  และมันไม่ต้องมีเหตุผลอื่นใดอีกเลย"
 
              จากวันนั้นชั้นก็ได้แต่คิดไปคิดมาว่าทำไม  และอะไรที่ชั้นอยากจะเป็น   ชั้นก็เลยต้องมานั่งใตร่ตรองตัวเอง
 
         นึกถึงแต่เรื่องอดีต  ตอนที่ตัวเองอยู่ม. ปลาย  มีความฝัน  มีคำพูดเป็นล้านที่พูอย่างมั่นใจในความคิดและการตัดสินใจ   
 
              มันหายไหนแล้วนะ    ความคิดแบบนั้นของชั้น...........................  จนกระทั้งวินาทีนี้ก็ตอบตัวเองไม่ได้   เป็นเวลา 1  อาทิตย์เต็มที่ชั้นคิดแต่เรื่องนี้
 
 
      ถ้าตอนนี้คุณคนที่อ่านข้อความของชั้นคิดว่า  ชั้นมันบ้าละก็  นั้นเป็นคำที่ชั้นบอกกับตัวเองอยู่แล้ว  ไม่ต้อง  คอมเม้น
 
        แต่ถ้าคุณเป็นเหมือนชั้นเราก็น่าจะแบ่งปันความคิดและประสบการกันได้  แต่ถ้าคุณเป็นเพื่อนชั้นถือซะว่าคุณไม่ได้อ่าน
 
       ที่บอกว่าเป็นเพื่อนมันรวมไปถึงคนรู้จัก    แต่ถ้าใครเห็นข้อความแล้วคงไม่อ่านแน่เพราะว่ามันยาวมาก
 
                   ใช่เป็นชั้นก็ไม่อ่านเหมือนกัน  5555555555
 
          ข้อความที่ชั้นพิมพ์ชั้นไม่เอ่ยชื่อใครแต่ถ้าพวกเค้าเหล่านั้นได้อ่านพวกเค้าและเธอน่าจะรู้ตัวว่าชั้นเอ่ยถึงใคร
 
            สำหรับคุณคนที่กำลังอ่าน   ชั้น  ขอขอบคุณมากที่สละเวลาว่างมาอ่านข้อความงี้เง้าของคนงี้เง้าอย่างชั้น
 
 
 
 

 

 ****.....ขอบคุณนะคะ  

          ขอบคุณจากใจจริง.....****

             
June 22

z^z^z HAPYY z^z^z

       Happy birth day

      TO  ME

    20 June 2007

 

 

 

    19  YEAR  OLD